e-Book สำหรับเจ้าของโกดัง–โรงงาน–DC

คู่มือคัดกรองผู้รับเหมา + ปิดช่องโหว่ “โดนเทงาน” ตั้งแต่วันแรก A practical guide to avoid contractor abandonment and budget overrun.

เลือกผู้รับเหมาอย่างไร ไม่ให้โดนเทงาน? How to select a contractor so your project won’t be abandoned.

โครงการก่อสร้างอาคารอุตสาหกรรม (โกดัง โรงงาน DC สำนักงาน ห้องเย็น Clean Room) มีความเสี่ยง “เทงาน” มากกว่าที่คิด เพราะต้นทุนผันผวน งานซับซ้อน และสัญญาที่ไม่รัดกุม หากคุณวางระบบคัดกรองและตั้งกติกาให้ถูกตั้งแต่ต้น โอกาสโดนทิ้งงานจะลดลงอย่างชัดเจน พร้อมคุมงบและคุมเวลาได้จริง Set the right selection criteria, contracts, and milestones early—then your schedule and budget become predictable.

เหมาะกับ: เจ้าของกิจการ นักลงทุน ฝ่ายจัดซื้อ PM Owners, investors, procurement & PM อ่านจบ: ได้ Checklist + แนวสัญญา + งวดงาน Checklist + contract & milestones อัปเดต: ใช้กับ PEB / คอนกรีต / Hybrid PEB / RC / hybrid projects

1) ทำไมเจ้าของโครงการถึง “โดนเทงาน” (และแก้ที่ต้นเหตุอย่างไร)

ภาพที่พบบ่อยคือ เริ่มงานไว ราคาโดนใจ แต่จบด้วยงานค้าง ช่างหาย วัสดุไม่เข้า หน้างานเงียบ และต้องหาใหม่กลางทาง สาเหตุจริงมักไม่ใช่แค่ “ผู้รับเหมาไม่ดี” แต่เป็น ระบบคัดกรอง + สัญญา + งวดเงิน ที่เปิดช่องให้เกิดปัญหา

ต้นเหตุที่พบมาก

  • รับงานเกินกำลัง (Over-commit) → เงินหมุนไม่พอ
  • เสนอราคาต่ำเพื่อชนะงาน → ตัดสเปก/ขอเพิ่ม/ทิ้งงาน
  • สัญญาไม่ชัด → เปลี่ยนแบบ/เพิ่มงานไม่มีระบบ
  • งวดเงินไม่สัมพันธ์ความก้าวหน้า → จ่ายไปก่อนงาน
  • คุมงานหลวม → คุณภาพต่ำ แก้ซ้ำ บานปลาย

หลักคิดแก้ที่ต้นเหตุ

  • ตั้ง “เกณฑ์คัดกรอง” ก่อนดูราคา
  • ทำสัญญาแบบ Scope/Spec/BOQ ชัด
  • ออกแบบงวดเงินตาม “งวดงาน” และหลักฐาน
  • ทำ QC/Inspection checklist เป็นระบบ
  • วางแผนสำรอง (Plan B) ตั้งแต่วันเซ็นสัญญา
ภาพประกอบงานก่อสร้างอาคารอุตสาหกรรม
ตัวอย่างงานก่อสร้างที่ต้องมีระบบคุมงานและเอกสารครบ: รายงานความก้าวหน้า, ตรวจรับ, และหลักฐานก่อนจ่ายงวด
จำไว้ 1 ประโยค: “เลือกผู้รับเหมาที่ พิสูจน์ได้ ว่าทำได้จริง แล้วทำสัญญาให้ จ่ายตามงานจริง

2) ผู้รับเหมาแบบไหนเหมาะกับโกดัง–โรงงาน–DC

โครงการอาคารอุตสาหกรรมมี 3 แนวทางหลักในการจ้างงาน แต่ละแบบมีความเสี่ยงต่างกัน จุดสำคัญคือคุณต้องเลือก “รูปแบบที่คุมความเสี่ยงได้” ไม่ใช่แค่ถูกที่สุด

รูปแบบ เหมาะกับ ความเสี่ยงหลัก วิธีปิดความเสี่ยง
Turnkey / Design & Build
(ทีมเดียวจบ)
เจ้าของโครงการอยากคุมเวลาและความชัดเจน ถ้าเลือกผิดจะเสียทั้งแบบและก่อสร้าง คัดกรองหนัก + สัญญาชัด + milestone ตามงาน
แยกผู้รับเหมาหลายงาน
(งานโครงสร้าง/งานระบบ/งานสถาปัตย์)
มีทีม PM เก่งและคุมหน้างานเป็น ประสานงานยาก งานชนกัน ความรับผิดชอบไม่ชัด ทำ master schedule + interface matrix + hold point
จ้างเหมาเฉพาะ PEB
(โครงสร้างเหล็ก)
มีฐานราก/งานระบบทีมเดิมอยู่แล้ว จุดต่อระหว่างฐานราก-เหล็ก-งานระบบผิดพลาด แบบประสาน (coordination drawings) + RFI process
คำแนะนำสำหรับเจ้าของกิจการส่วนใหญ่ ถ้าคุณไม่มีทีม PM เต็มเวลา แนะนำให้เลือก Turnkey / Design & Build ที่มีวิศวกรและระบบ QC ชัดเจน เพราะลดความเสี่ยง “งานชนกัน” และลดค่าเสียโอกาสจากการเปิดใช้อาคารช้า

3) ระบบคัดกรองผู้รับเหมา (Pre-qualification) แบบมืออาชีพ

ก่อนขอราคา ให้ทำ “Pre-qualification” อย่างน้อย 10 ข้อ เพื่อคัดทีมที่ไม่พร้อมออกไปก่อน ขั้นตอนนี้ช่วยลดความเสี่ยงมากกว่าการต่อราคาหลายรอบ

Checklist: เอกสารต้องมี

  • หนังสือรับรองนิติบุคคล/ภาษี (VAT)
  • ผลงานอ้างอิง 3–5 โครงการ (พร้อมรูป Before/After)
  • รายชื่อทีมหลัก: วิศวกร/สถาปนิก/โฟร์แมน
  • แผนงาน (Schedule) + วิธีการทำงาน (Method Statement)
  • ตัวอย่างสัญญา + BOQ + เงื่อนไขประกัน

Checklist: ความพร้อมทางการเงิน

  • วงเงินเครดิตวัสดุ/ผู้ผลิตเหล็ก (ถ้ามี)
  • เงินค้ำประกันสัญญา / Performance bond (กรณีโครงการใหญ่)
  • งบประมาณเงินสดหมุนเวียน (Working capital)
  • มีประวัติทิ้งงาน/คดีความหรือไม่ (สอบถามเชิงอ้างอิง)
  • เงื่อนไขรับเงินล่วงหน้า “มากผิดปกติ” ต้องระวัง

ชุดคำถามคัดกรอง (ถามแล้วรู้เลยว่าเก่งจริงไหม)

  • โครงการลักษณะเดียวกันที่ทำล่าสุดคืออะไร? ขอพาไปดูหน้างานได้ไหม?
  • ถ้าเจอดินอ่อน/น้ำใต้ดินสูง/พื้นที่น้ำท่วม แก้แบบฐานรากอย่างไร?
  • งาน PEB จะออกแบบให้ “ขยายเฟส” ในอนาคตอย่างไร?
  • ระบบ QC มี Hold point ก่อนปิดงานสำคัญหรือไม่ (เช่น เหล็กเสริม, Anchor bolt, Roof leakage test)?
  • หากราคาวัสดุผันผวน มีหลักปรับราคาอย่างไร (ต้องเขียนในสัญญา)?

4) ไปดู “ผลงานหน้างานจริง” อย่างไรให้ได้ข้อมูลมากที่สุด

การไปดูผลงานไม่ใช่แค่ถ่ายรูปหน้าตึกสวย ๆ แต่ต้องดูรายละเอียดที่บอกคุณภาพและวินัยของทีม ใช้รายการนี้เป็นแนวทางตรวจหน้างาน (ใช้ได้ทั้ง PEB และคอนกรีต)

จุดตรวจ สังเกตอะไร ถ้าผิดจะเกิดอะไร
งานฐานราก/ระดับพื้น ระดับพื้นเรียบ, joint ตัดสวย, ไม่มีรอยแตกร้าวผิดปกติ พื้นแตกร้าว-ทรุด → ซ่อมแพง, กระทบระบบชั้นวาง/รถยก
งานโครงสร้างเหล็ก (PEB) รอยเชื่อม/น็อต, alignment, paint/galv, bracing การโก่ง/สั่น, รั่ว, สนิม, ความปลอดภัย
เมทัลชีท/ฉนวน/รางน้ำ ซ้อนแผ่นถูกทิศ, ซีลครบ, รางน้ำ-Downspout ไม่ตัน น้ำรั่ว, ความร้อนสูง, ซ่อมยากหลังใช้งาน
ความเป็นระเบียบหน้างาน เก็บงานเป็นระบบ, ป้ายเตือน, PPE, จัดเก็บวัสดุ อุบัติเหตุสูง, งานล่าช้า, เสียหาย/สูญหาย
ภาพประกอบการตรวจหน้างานก่อสร้าง
การตรวจหน้างานที่ดี ต้องมีรายการตรวจ (Checklist) และบันทึกหลักฐานก่อนปิดงานสำคัญ

5) สัญญาที่ “กันเทงาน” ได้จริง ต้องมีอะไรบ้าง

สัญญาที่ดีไม่ได้ทำให้ทุกอย่างราบรื่น 100% แต่ช่วยให้เมื่อมีปัญหา คุณมีสิทธิและเครื่องมือในการบังคับใช้ แนะนำให้มี “หัวใจ” 6 เรื่องนี้

5.1 Scope/Spec/BOQ ชัด

ระบุขอบเขตและสเปกเป็นลายลักษณ์อักษร ลดช่องโหว่ “ตีความคนละแบบ”

5.2 แบบก่อสร้าง/Shop drawing

กำหนดว่าต้องมีแบบอะไร, ใครอนุมัติ, ระยะเวลาอนุมัติ, และการแก้แบบ (RFI/VO)

5.3 ระยะเวลา + วันเริ่ม/สิ้นสุด

ระบุ milestone และเงื่อนไขขยายเวลา (EOT) ให้ชัด พร้อมหลักฐาน

5.4 ค่าปรับล่าช้า (LD)

กำหนดอัตราค่าปรับ/วัน และเพดานสูงสุด เพื่อให้ผู้รับเหมามีแรงจูงใจส่งมอบ

5.5 เงื่อนไขยกเลิกสัญญา

นิยามว่า “ทิ้งงาน” คืออะไร (เช่น หยุดงานเกิน X วัน) และขั้นตอนบอกเลิก

5.6 การประกันผลงาน

โครงสร้าง/หลังคารั่ว/งานระบบ ระบุระยะประกันและมาตรฐานตรวจรับ

หากเป็นโครงการมูลค่าสูง แนะนำเพิ่ม Performance bond / Bank guarantee และ Retention (หักเงินประกันผลงานหลังส่งมอบ) เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้แก้ defect จนจบจริง

6) งวดงาน–งวดเงิน: โครงสร้างที่ช่วยให้โครงการ “ไม่สะดุด”

หลักง่าย ๆ คือ จ่ายตามความก้าวหน้าที่ตรวจรับได้ และทุกงวดควรมี “หลักฐาน” แนบ ตัวอย่างด้านล่างเป็นแม่แบบยอดนิยมสำหรับอาคารโกดัง/โรงงาน

งวด เงื่อนไขจ่าย (ต้องมีหลักฐาน) สัดส่วนแนะนำ
งวด 1 เซ็นสัญญา + ส่งแผนงาน + ส่งแบบสำหรับอนุมัติ (Concept/Permit set ตามตกลง) 5–10%
งวด 2 งานดิน/เสาเข็ม/ฐานราก ถึงระดับพร้อมตั้งเสา + รายงานทดสอบ/ตรวจเหล็กเสริม 15–25%
งวด 3 โครงสร้างหลักติดตั้งเสร็จ (Frame erection) + ใบส่งมอบเหล็ก/น็อต/ตรวจ alignment 20–30%
งวด 4 หลังคา–ผนัง–รางน้ำ–ประตูหลักเสร็จ (Weather-tight) + ทดสอบรั่วซึม 15–25%
งวด 5 งานระบบ/งานสถาปัตย์หลักเสร็จ + ทดสอบระบบ + ทำ punch list 15–20%
งวด 6 ตรวจรับส่งมอบ + เอกสาร As-built + คู่มือ/รับประกัน + ปิด punch list 5–10% (Retention แนะนำ)
ข้อควรระวัง: ถ้าผู้รับเหมาขอ “เงินล่วงหน้าเยอะ” โดยไม่มีหลักฐานงานหรือวัสดุเข้า ให้ถือเป็นสัญญาณความเสี่ยง ทางออกคือ เปลี่ยนเป็น “เงินล่วงหน้าแบบมีหลักฐาน” เช่น ใบสั่งซื้อวัสดุ, ใบส่งของ, และการตรวจรับ

7) คุมคุณภาพ (QC) ให้ไม่บานปลาย: 5 Hold Points ที่ต้องมี

งานอาคารอุตสาหกรรมซ่อมยากและแพงเมื่อเปิดใช้งานแล้ว ดังนั้นควรมีจุด “หยุดตรวจ” (Hold point) ก่อนปิดงานสำคัญเสมอ

  1. ก่อนเทคอนกรีต (ฐานราก/พื้น): ตรวจเหล็กเสริม, cover, แบบหล่อ, slump & cube test
  2. ก่อนตั้งเสา/Anchor bolt: ตรวจแนว/ระดับ/ระยะ bolt template และ grout
  3. ก่อนปิดหลังคา/ผนัง: ตรวจ bracing, bolt torque, alignment, paint/galv
  4. ก่อนทดสอบระบบ (ไฟฟ้า/ประปา/แอร์): ตรวจ routing, labeling, protection, earthing
  5. ก่อนส่งมอบ: punch list, leakage test (ถ้ามี), ภาพถ่าย as-built และเอกสารรับประกัน
Prime Build ใช้ QC Checklist ทุกโครงการ ทีมวิศวกรตรวจงานเป็นงวด พร้อมรายงานและภาพหลักฐาน เพื่อให้เจ้าของโครงการเห็นความคืบหน้าจริง และลดความเสี่ยงงานแก้ซ้ำที่ทำให้ “งบและเวลา” บานปลาย

8) สัญญาณเตือนก่อนโดนเทงาน (Red Flags) ที่ต้องรีบจัดการ

  • ขอเปลี่ยนงวดเงิน ให้จ่ายเร็วขึ้น โดยไม่มีหลักฐานงานชัด
  • ชะลอส่งแบบ/Shop drawing และเริ่ม “โยนความผิด” ให้เจ้าของ
  • คนคุมหน้างานเปลี่ยนบ่อย ไม่มี PM รับผิดชอบจริง
  • วัสดุเข้าไม่ต่อเนื่อง หรือมีหนี้ค้างกับผู้จำหน่าย
  • หน้างานเงียบ จำนวนแรงงานลดผิดปกติหลายวันติด
หลักการตอบสนอง: อย่าปล่อยให้ปัญหา “เงียบ” เกิน 3–5 วันทำงาน ให้เรียกประชุมหน้างานทันที สรุปเป็นบันทึกประชุม (Minutes) พร้อมกำหนด action + deadline ชัดเจน

9) แผนสำรองเมื่อเริ่มมีปัญหา: ทำอย่างไรให้ “ไม่เสียหายหนัก”

ถ้าเริ่มเห็น red flags ให้ทำ 4 ขั้นตอนนี้เพื่อหยุดการเสียหายและรักษา timeline

  1. Freeze Scope: หยุดเพิ่มงาน/เปลี่ยนแบบชั่วคราวจนกว่าจะกลับสู่แผน
  2. Audit ความก้าวหน้า: ตรวจของที่จ่ายแล้วทำถึงไหน พร้อมรูปและรายการคงค้าง
  3. Re-baseline Schedule: ตั้งแผนใหม่ (แยกงานเร่งด่วน) และตกลงกำลังคนขั้นต่ำต่อวัน
  4. Prepare Plan B: คัดทีมสำรอง/ซัพพลายเออร์สำรองไว้ทันที (อย่ารอให้ทิ้งงานแล้วค่อยหา)
ภาพประกอบการประชุมไซต์
เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณปัญหา ควรประชุมไซต์และทำบันทึกข้อตกลงใหม่ พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบและเส้นตาย

คำถามพบบ่อย (FAQ)

ควรเลือกผู้รับเหมาที่ราคาถูกที่สุดไหม?

ไม่แนะนำ หากราคาต่ำกว่าตลาดมาก มักตามมาด้วยการลดสเปก ขอเพิ่มเงิน หรือชะลอหน้างาน ควรเลือกจาก “ความพร้อม + ระบบ” แล้วค่อยเจรจาราคาอย่างเป็นธรรม

ควรจ่ายเงินล่วงหน้ากี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะปลอดภัย?

โดยทั่วไป 5–10% เพียงพอสำหรับเริ่มงานเอกสาร/เตรียมการ หากต้องล่วงหน้ามากกว่านั้นควรมีหลักฐานวัสดุ/ใบสั่งซื้อ/การตรวจรับประกอบ

โครงการ PEB ทำไมต้องสนใจ “งวดงาน” มากเป็นพิเศษ?

เพราะมีงานคู่ขนาน (ฐานราก + ผลิตเหล็กโรงงาน) หากงวดเงินไม่สัมพันธ์กับความก้าวหน้าจริง โครงการจะสะดุดง่ายและกระทบทั้งผลิตและติดตั้ง

Prime Build ช่วยอะไรได้บ้างถ้าผมยังไม่พร้อมเริ่มสร้าง?

เราช่วยทำ Concept + Layout + งบประมาณประมาณการ เพื่อให้ตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจ และวางแผนขยายในอนาคตตั้งแต่ต้น พร้อมแนะนำสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มยื่นขออนุญาต/ก่อสร้าง

ต้องการให้ทีมวิศวกรช่วยประเมินความเป็นไปได้ + วางงวดงาน/งวดเงินให้ปลอดภัย? เริ่มต้นได้ทันที: ส่งข้อมูลโปรเจกต์ผ่านหน้า Contact หรือทัก LINE OA เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้น (เหมาะมากสำหรับเจ้าของโครงการที่ต้องการคุมงบและกำหนดวันเปิดใช้งานอาคาร)

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลเชิงให้ความรู้เพื่อการวางแผนโครงการ รายละเอียดสัญญา/กฎหมายควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตามความเหมาะสม