E-Book #7 • Industrial Floor (Slab on Ground) • Owner Guide

พื้นแกร่ง พื้นทน: เลือกพื้นโรงงาน/โกดัง ให้รับน้ำหนักได้จริง

พื้นคือ “หัวใจการปฏิบัติการ” ของโกดังและโรงงาน แต่เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของงานแก้ไข: แตกร้าว, ฝุ่น, ผิวลอก, โก่งตัว, รอยต่อพัง เล่มนี้สรุปแนวทางออกแบบและคุมคุณภาพพื้นอุตสาหกรรมให้รองรับ Forklift / Rack / Machine ได้จริง และคุมงบได้ตั้งแต่วันแรก Practical guide to industrial floors for warehouses & factories: loads, joints, durability, QC and owner checklist.

Load Forklift/Rack/Machine Design Thickness + Reinforcement Joints Crack control QC Flatness & curing
แนวคิดหลัก: พื้นที่ “คุ้ม” คือพื้นที่ รับโหลดจริง + คุมรอยร้าว/ฝุ่น + ลดค่าซ่อม + ไม่ทำให้ operation ชะงัก ไม่ใช่พื้นที่ “เทหนาเผื่อ ๆ” แบบไม่มีข้อมูล เพราะจะทำให้งบพุ่ง แต่ความเสี่ยงยังอยู่ถ้ารอยต่อ/การบ่ม/ชั้นรองพื้นไม่ดี

1) ทำไม “พื้น” คือจุดคุ้ม/ไม่คุ้มของโครงการ

ในโกดังและโรงงาน พื้นคือสิ่งที่ถูกใช้งานหนักที่สุดทุกวัน: รถยกวิ่ง, พาเลทวาง, แร็ครับน้ำหนัก, เครื่องจักรสั่นสะเทือน, รถบรรทุกเทียบ Dock, น้ำและสารเคมีทำความสะอาด ถ้าพื้นมีปัญหา Operation จะสะดุดทันที และค่าซ่อมมักสูงกว่าที่คิด เพราะต้องหยุดพื้นที่ใช้งาน

ความเสียหายที่พบบ่อย (และต้นเหตุจริง)
  • แตกร้าว/โก่งตัว — ดิน/ชั้นรองพื้นไม่แน่น, บ่มไม่ดี, joint ไม่เหมาะ, เทเป็นแผงใหญ่เกิน
  • ฝุ่น/ผิวลอก (dusting/spalling) — ผิวหน้าอ่อน, curing ไม่ถูก, ใช้งานเร็วเกิน, น้ำผสมมาก, finishing ผิดเวลา
  • ขอบ joint พัง — ไม่มี dowel/load transfer, ใช้ forklift หนัก, joint กว้าง/ไม่ซีล
  • พื้นไม่เรียบ — กระทบ VNA/stacker, รถยกสั่น, โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่ม
แนวคิดคุมความเสี่ยงแบบเจ้าของกิจการ
  • อย่าดูแค่ “เทหนา” ให้ดู ระบบพื้นทั้งชุด: subgrade + subbase + slab + joints + curing + flatness
  • กำหนด Acceptance Criteria ไว้ในสัญญา: ความเรียบ, กำลังอัด, การทดสอบ compaction, เวลาเปิดใช้งาน
  • คิดแบบ TCO: ค่าแก้ไข/หยุดงาน + ค่า maintenance + ความเสียหายกับสินค้า/รถ
Forklift operating on warehouse floor
Forklift Traffic โหลดล้อ + แรงเบรก/เลี้ยว ทำให้ขอบ joint พังได้
Concrete finishing
Finishing & Curing ผิวหน้าแข็งแรง = ลดฝุ่น ลดผิวลอก
Warehouse racking
Racking Loads แรงกดเฉพาะจุดจากขาแร็ค ต้องรู้ “Leg Load”

2) รู้จักโหลด: Forklift / Rack / Machine (อย่าคุยแบบเดา)

การออกแบบพื้นอุตสาหกรรมเริ่มจาก “โหลดจริง” ไม่ใช่ประโยคกว้าง ๆ เช่น รับได้ 3 ตัน/ตร.ม. เพราะในหน้างาน โหลดที่ทำให้พื้นพังมักเป็น โหลดล้อ (wheel load) และ โหลดขาแร็ค (rack leg load) ที่เป็นแรงกดเฉพาะจุด

ประเภทโหลด ตัวอย่าง ทำไมสำคัญ
Uniform Load
แรงกระจาย
เก็บสินค้าเต็มพื้น, พาเลทวางแน่น ๆ ใช้ประเมินภาพรวม แต่ไม่พอสำหรับ forklift/rack
Wheel Load
แรงล้อรถ
Forklift (รถยก) / Reach Truck / Stackers แรงกดสูงมากเฉพาะจุด + มีแรงกระแทก/เบรก/เลี้ยว
Point Load
แรงจุด
เครื่องจักรหนัก, ฐานเครื่อง, เสาตู้แร็ค, ขา mezzanine พื้นแตกร้าวรอบจุดรับแรง ถ้าไม่เสริม/หนาให้เหมาะ
Dynamic/Impact
แรงสั่น/กระแทก
เครื่องปั๊ม, stamping, forklift วิ่งเร็ว, drop pallet ทำให้ fatigue / spalling / joint failure เร็วขึ้น
คำถามสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ก่อนคุยสเปก:
  • Forklift รุ่นอะไร? น้ำหนักรถ + น้ำหนักบรรทุกสูงสุด? ล้อแบบยางตัน/ยางลม? จำนวนล้อรับน้ำหนัก?
  • ระบบจัดเก็บ: Selective / Drive-in / VNA / ASRS? Rack leg load ต่อขาเท่าไร?
  • มีเครื่องจักร/จุดรับแรงพิเศษไหม? จุดไหนต้องการพื้นหนา/เสริมเพิ่ม?
  • ต้องการความเรียบระดับไหน (FM/FF/FL)? โดยเฉพาะถ้ามี VNA/stacker crane

3) ส่วนประกอบพื้นอุตสาหกรรม (Slab on Ground – SOG)

พื้นที่ดีไม่ได้หมายถึง “คอนกรีตดี” อย่างเดียว แต่หมายถึง ระบบชั้นรองทั้งหมด ทำงานร่วมกัน แนวคิดหลักคือ: พื้น = แผ่นคอนกรีต + ฐานรอง (support)

Subgrade / Soil Subbase (crushed rock) + Compaction Vapor Barrier Concrete Slab Thickness + Mix + Reinforcement + Finishing Rebar / Mesh / Fiber Surface Finish ภาพตัดระบบพื้นแบบใช้งานจริง: ปัญหามักเริ่มจาก “ชั้นรองพื้น” และ “รอยต่อ” มากกว่ากำลังอัด
องค์ประกอบหลักและสิ่งที่ต้องคุม
  • Subgrade: ค่าการทรุด, ความสม่ำเสมอ, การปรับระดับ/ถม/บดอัด
  • Subbase: วัสดุรองพื้น (หินคลุก/หินบด) + %Compaction + ความหนา
  • Vapor Barrier: ลดความชื้นขึ้นพื้น (สำคัญกับ epoxy, cold room, clean room)
  • Concrete Mix: กำลังอัด + workability + shrinkage control
  • Reinforcement: mesh/rebar/fiber เพื่อควบคุมรอยร้าว/การเปิดรอย
  • Joint: ตำแหน่ง/ระยะ/การตัดรอย + dowel/load transfer + sealant
  • Curing: ตัวแปรที่คนมองข้าม แต่ส่งผลต่อฝุ่นและความทนทาน

4) วิธีเลือกสเปกพื้นแบบมืออาชีพ (ไม่ให้ “งบพุ่ง” และไม่ให้ “พื้นพัง”)

ถ้าคุณอยากได้สเปกพื้นที่คุมงบและใช้งานได้จริง ให้ใช้กรอบคิด 4 ขั้นนี้

Step 1 — เก็บข้อมูลใช้งาน (Operational Data)
  • ประเภทสินค้า/น้ำหนักสูงสุดต่อพาเลท
  • ประเภทและรุ่น forklift / reach truck (น้ำหนักรถ + payload)
  • ประเภทแร็ค + โหลดต่อขา (leg load) + ความหนา base plate
  • ตำแหน่งเครื่องจักร/จุดรับแรงพิเศษ/การสั่น
  • พื้นที่เสี่ยง: Dock, ทางเลี้ยว, ช่องแคบ, จุดเบรก
Step 2 — เข้าใจสภาพดินและชั้นรอง (Ground Support)
  • ผลทดสอบดิน (ถ้ามี): CBR/Plate load/Soil report
  • กำหนด subbase ที่เหมาะ + วิธีควบคุม compaction
  • แก้ปัญหาดินอ่อนด้วยแนวทางที่คุ้ม: ปรับชั้นรอง/เสริม geotextile/ปรับระดับน้ำ
Step 3 — เลือกระบบแผ่นพื้น (Slab System)
  • ความหนา slab ให้เหมาะกับ wheel/point load (ไม่เดา)
  • เลือก reinforcement: mesh/rebar/fiber หรือผสมกัน
  • ถ้าต้องการลดรอยต่อ: พิจารณา jointless / fiber + shrinkage control พร้อมวิธีเทและบ่มที่เข้มขึ้น
  • กำหนดความเรียบ (FF/FL หรือ FM) ตามการใช้งานจริง
Step 4 — ใส่ “QC & Acceptance” ลงสัญญา
  • เกณฑ์ compaction และความหนา subbase
  • กำลังอัดคอนกรีต + slump + test cube/cylinder
  • flatness/levelness (โดยเฉพาะ VNA)
  • แผน curing + ระยะเวลาเปิดใช้งานจริง
  • รายละเอียด joint: spacing, saw-cut timing, sealant, dowel
Owner Tip: ถ้าผู้รับเหมาพูดแต่ “หนาเท่านี้รับได้แน่นอน” แต่ไม่ถาม forklift/rack/machine และไม่พูดเรื่อง joint/curing/QC นั่นคือสัญญาณว่า “ความเสี่ยงถูกผลักมาที่คุณ” เพราะพื้นอาจพังหลังส่งมอบ

4.1 ตัวอย่างระดับสเปกพื้น (เพื่อ “คุยให้รู้เรื่อง” ไม่ใช่เพื่อยึดเป็นมาตรฐาน)

ระดับใช้งาน ลักษณะงาน จุดโฟกัส ข้อควรระวัง
Light โกดังเก็บของเบา, รถเข็น/คนเดิน, forklift เล็กใช้น้อย คุม subbase + curing ให้ดี ลดฝุ่น อย่าใช้คำว่า “3 ตัน/ตร.ม.” แทน wheel load
Medium Warehouse/DC ทั่วไป, forklift ใช้ประจำ, selective rack joint detail + flatness + rack leg load จุดเลี้ยว/เบรก/หน้าด็อกเสี่ยง spalling
Heavy เครื่องจักรหนัก, high bay, VNA, รถหนัก/งานกระแทก ออกแบบเฉพาะจุด + ลด joint + QC เข้ม ต้องมีข้อมูลใช้งานละเอียด และทีมควบคุมงานที่เข้าใจพื้นอุตสาหกรรม

หมายเหตุ: ค่าความหนา/เหล็กเสริมที่เหมาะสมต้องคำนวณจากข้อมูลจริงและสภาพดิน ผลลัพธ์อาจต่างกันมากแม้อาคารขนาดใกล้เคียงกัน

5) เครื่องคิดเลขโหลดเร็ว (Quick Estimator) – เพื่อ “เห็นภาพ” ตอนคุยสเปก

เครื่องมือด้านล่างช่วยประเมินเบื้องต้นว่าโหลดที่กำลังพูดถึงเป็น โหลดเฉพาะจุดสูง หรือไม่ ใช้เพื่อ “สื่อสาร” กับทีมออกแบบ/ผู้รับเหมาให้เร็วขึ้น ไม่ใช่ทดแทนการออกแบบวิศวกรรม

5.1 ประเมิน Forklift Wheel Load (เบื้องต้น)
Wheel Load ประมาณ: kg/ล้อ
แนวคิด: (น้ำหนักรถ + น้ำหนักบรรทุก) ÷ จำนวนล้อ × factor
5.2 ประเมิน Rack Leg Pressure (เบื้องต้น)
แรงกดที่พื้นประมาณ: MPa
แนวคิด: Pressure = (kN×1000) / (area in mm²)
อ่านผลอย่างไร?
  • Wheel load สูง = ต้องระวัง joint spalling และ “การถ่ายแรงผ่านรอยต่อ” (dowel/load transfer)
  • Rack pressure สูง = อาจต้องทำ thickened slab / เสริมเหล็กเฉพาะจุด / เพิ่ม base plate
  • สรุปสุดท้ายต้องดูร่วมกับ สภาพดิน + ความหนา slab + รายละเอียด reinforcement

6) รอยต่อ (Joint) และการคุมรอยร้าว: จุดที่มักทำให้พื้นพัง

คอนกรีต “ต้องหดตัว” เมื่อแห้งและเกิดความร้อน-เย็น ดังนั้นรอยร้าวจะเกิดเสมอในระดับหนึ่ง หน้าที่ของวิศวกรคือทำให้รอยร้าวเกิด “ในตำแหน่งที่คุมได้” และไม่ส่งผลต่อการใช้งาน

ชนิดรอยต่อที่ควรรู้
  • Contraction Joint (รอยตัดคุมร้าว): ตัดให้เกิดร้าวใต้รอยในตำแหน่งที่กำหนด
  • Construction Joint (รอยต่อเท): จุดหยุดเท/เริ่มเท ต้องจัดให้รับแรงและไม่กระทบการวิ่งรถ
  • Isolation Joint (แยกตัว): แยกระหว่างพื้นกับเสา/ผนัง/ฐานเครื่อง เพื่อลดการดันกัน
Slab Panel A Slab Panel B Saw-cut / Joint Dowel / Load Transfer Subbase แนวคิดการถ่ายแรงผ่านรอยต่อ: ถ้าไม่มี load transfer ที่ดี ขอบ joint จะพังเร็วเมื่อมีรถยกวิ่งถี่

6.1 สิ่งที่ควรกำหนดให้ชัดในแบบ/สเปก

Joint Spacing & Layout
  • จัดผัง joint ให้สอดคล้องกับ grid อาคาร/ตำแหน่งเสา/ช่องเปิด
  • หลีกเลี่ยง panel รูปทรงแปลก (L-shape) เพราะคุมร้าวยาก
  • วาง joint ไม่ให้ทับทางวิ่งหลัก/ทางเลี้ยวของ forklift ถ้าเลี่ยงไม่ได้ต้องเสริม detail
Saw-cut Timing & Curing
  • ตัดรอยเร็วเกินไป = ขอบร่อน / ตัดช้าเกินไป = ร้าวสุ่ม
  • การบ่ม (curing) มีผลต่อ shrinkage และความทนทานของผิวหน้า
  • กำหนดแผนงานและเวลาตัดรอย “ตามสภาพอากาศจริง” ไม่ใช่สูตรเดียวทุกไซต์

7) ผิวหน้า: กันฝุ่น กันสึก กันสารเคมี (เลือกให้ตรงธุรกิจ)

ผิวหน้าพื้นคือสิ่งที่สัมผัสกับล้อรถ/สินค้า/สารเคมีโดยตรง ถ้าผิวหน้าไม่เหมาะ จะเกิดฝุ่นและการสึกเร็ว แม้ slab จะหนาและแข็งแรง

Hardener / Dry Shake

เพิ่มความทนสึก ลดฝุ่น เหมาะกับโกดัง/DC

  • ต้องคุม timing การโรยและขัด
  • ต้องบ่มให้ดีเพื่อป้องกันฝุ่น
Polished Concrete

ภาพลักษณ์ดี ทำความสะอาดง่าย

  • เหมาะกับ showroom/warehouse ที่ต้องการความเรียบร้อย
  • ต้องควบคุมความเรียบและคุณภาพผิวตั้งแต่เท
Epoxy / PU Coating

กันสารเคมี/กันฝุ่นสูง (อาหาร/ยา)

  • ต้องคุมความชื้นพื้น (vapor barrier สำคัญ)
  • ต้องเตรียมผิวด้วย grinding/shot blast
จำง่าย: ถ้าธุรกิจคุณต้องการ ความสะอาดสูง (อาหาร/ยา/clean area) ให้โฟกัส “ความชื้น” และ “ระบบผิวหน้า” ตั้งแต่วันแรก เพราะการแก้ปัญหาหลังเทพื้นแล้วมักแพงและกระทบเวลาเปิดใช้งาน

8) เคสพิเศษ: DC Dock / ห้องเย็น / Clean Room

8.1 พื้นหน้า Dock (จุดพังบ่อยที่สุด)
  • มีแรงกระแทกจากรถบรรทุกและรถยก + น้ำ/ความชื้น
  • ควรทำ detail รอยต่อ + load transfer ให้เหมาะ
  • พิจารณาผิวกันลื่น/ทนสึก และ slope ระบายน้ำ
8.2 ห้องเย็น (Cold Room)
  • ต้องคุม ไอน้ำ/การควบแน่น และการยกตัวจากน้ำแข็ง (frost heave) ในบางระบบ
  • ระบบฉนวน + vapor barrier สำคัญมาก
  • ต้องคิดรอยต่อและการเคลื่อนตัวจากอุณหภูมิ
8.3 Clean Room / อาหาร/ยา
  • พื้นต้อง ไม่เกิดฝุ่น และทำความสะอาดง่าย
  • ระบบผิว (PU/Epoxy) ต้องสัมพันธ์กับความชื้นและการเตรียมผิว
  • ควรทำ mock-up และทดสอบก่อนปูเต็มพื้นที่
8.4 เครื่องจักรหนัก/แรงสั่น
  • แยกฐานเครื่อง (machine foundation) จากพื้นหลักด้วย isolation joint
  • พิจารณา thickened slab/เสริมเหล็กเฉพาะจุด
  • กำหนดพื้นที่ติดตั้ง/ยกเครื่อง และ route รถเครน/รถยก

9) QC/Acceptance ที่ควรกำหนดในสัญญา (เพื่อคุมคุณภาพได้จริง)

พื้นอุตสาหกรรมไม่ควรจบที่ “เทเสร็จ” แต่ควรมีเกณฑ์ตรวจรับ (Acceptance) ที่ชัด เพื่อให้คุณคุมความเสี่ยงก่อนส่งมอบ ไม่ใช่แก้ตอนใช้งานแล้ว

รายการ QC ทำอะไร ผลกระทบถ้าไม่ทำ
Compaction & Subbase ตรวจ %บดอัด, ความหนา, ความชื้นเหมาะสม, ความเรียบของชั้นรอง ทรุดตัว/แตกร้าว/พื้นโก่ง
Concrete QA Slump, อุณหภูมิ, ตัวอย่างทดสอบกำลังอัด, คุมปริมาณน้ำ ผิวอ่อน เกิดฝุ่น/ลอก, กำลังต่ำ
Flatness / Levelness วัดความเรียบตามมาตรฐานที่กำหนด (โดยเฉพาะ VNA) รถยกสั่น, เสี่ยงอุบัติเหตุ, ประสิทธิภาพลด
Joint & Saw-cut ตรวจตำแหน่ง/ระยะ, เวลา cut, ซีล joint, load transfer ขอบ joint พัง, ร้าวสุ่ม, ซ่อมแพง
Curing Plan กำหนดวิธีบ่ม/ระยะเวลา/การป้องกันการใช้งานก่อนกำหนด ฝุ่น/ลอก/แตกร้าวเพิ่ม
Prime Build Standard: เราใช้แนวทาง “Design + Method + QC” ตั้งแต่ก่อนเทพื้น เพื่อให้สเปกที่ตกลงกัน เกิดขึ้นจริงในหน้างาน และลดงานแก้ไขที่ทำให้โครงการล่าช้า

10) Owner Checklist ก่อนคุยผู้รับเหมา (คุยครั้งเดียวรู้เรื่อง)

ข้อมูลใช้งาน (Operation)
  • ชนิดสินค้า/น้ำหนักสูงสุดต่อพาเลท
  • Forklift รุ่น/ขนาด/ยาง/การใช้งานต่อวัน (ชั่วโมง)
  • ผังการวิ่ง: ทางหลัก/จุดเลี้ยว/จุดเบรก/ทางลาด
  • ความต้องการความสะอาด: อาหาร/ยา/clean area?
ระบบจัดเก็บ/เครื่องจักร
  • ชนิดแร็ค + leg load + base plate
  • มี mezzanine/ชั้นลอย/ฐานเครื่องไหม?
  • จุดรับแรงพิเศษ: เครื่องจักรหนัก, drop zone, รถบรรทุกเทียบ dock
  • ต้องการความเรียบพิเศษ (VNA/ASRS)?
ข้อมูลที่ดิน/สภาพดิน
  • ผลทดสอบดิน/รายงานดิน (ถ้ามี)
  • ประวัติน้ำท่วม/ระดับน้ำใต้ดิน
  • ความต้องการยกระดับพื้นที่/ถมดิน
  • ข้อจำกัด site: ทางเข้า-ออก, ลำเลียงวัสดุ, พื้นที่เท
เกณฑ์ตรวจรับที่อยากได้
  • กำลังอัดขั้นต่ำ + อายุคอนกรีตก่อนเปิดใช้งาน
  • ความเรียบ/ระดับ (FF/FL หรือ FM)
  • การกันฝุ่น/ผิวหน้า (hardener/epoxy/PU)
  • แผนบำรุงรักษา/การซ่อมรอยต่อ
ถ้าคุณเตรียม 1 หน้า A4 ตาม checklist นี้ คุณจะคุยกับผู้รับเหมาได้เร็วขึ้นมาก และลดโอกาสถูกเสนอ “สเปกกว้าง ๆ” ที่เทียบราคาไม่ได้

11) Prime Build ทำให้พื้น “จบงาน” ได้อย่างไร (แตกต่างจากการจ้างแยกหลายเจ้า)

ในหลายโปรเจกต์ เจ้าของโครงการจ้างแยก: ผู้รับเหมาถมดิน, ผู้รับเหมาพื้น, ผู้รับเหมาโครงสร้าง, ผู้รับเหมางานระบบ ผลลัพธ์คือ “รอยต่อความรับผิดชอบ” มากขึ้น และพื้นมักพังจากงานที่ไม่เชื่อมกัน เช่น subbase ไม่ได้มาตรฐานแต่รีบเทพื้น

สิ่งที่ Prime Build โฟกัส (Owner Outcome)
  • ออกแบบสเปกพื้นตาม Operation (ไม่เดา) และทำให้เทียบราคาได้ชัด
  • ทำ Method Statement ตั้งแต่ subbase → pour → finishing → curing → joints
  • QC หน้างาน โดยทีมที่เข้าใจงานโกดัง/โรงงานจริง ลดการแก้ไข
  • เชื่อมงานพื้นกับอาคาร PEB: dock, yard, drainage, expansion joint, MEP penetration
เริ่มต้นง่าย ๆ
  1. ส่งข้อมูลตาม checklist (10 นาที)
  2. ทีมวิศวกรช่วยสรุปแนวทางสเปกพื้น + งบประมาณช่วงราคา
  3. ถ้าต้องการ: นัดดูพื้นที่/วาง concept อาคาร PEB + yard + dock
เป้าหมายของเรา: ให้คุณได้พื้นและอาคารที่ “เปิดใช้งานได้จริง” ตามกำหนดเวลา ไม่ใช่แค่ส่งมอบงานก่อสร้าง

FAQ

พื้นโกดังต้องกำหนดความเรียบ (FF/FL หรือ FM) เมื่อไร?

ถ้ามีระบบจัดเก็บสูง/ทางเดินแคบ (VNA) หรือระบบอัตโนมัติ (ASRS) ควรกำหนดตั้งแต่ต้น เพราะส่งผลต่อวิธีเทพื้นและเครื่องมือวัด สำหรับโกดังทั่วไปอาจกำหนดระดับมาตรฐานที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยและการวิ่งรถยก

พื้นแตกร้าวแล้วต้องซ่อมอย่างไร?

ต้องแยกชนิดรอยร้าวก่อน: รอยร้าวหดตัว/รอยร้าวจากทรุด/รอยร้าวโครงสร้าง วิธีซ่อมต่างกัน ตั้งแต่ epoxy injection, routing & sealing, ไปจนถึง cutting & replacement แต่ที่สำคัญคือแก้ “สาเหตุ” เช่น subbase/น้ำ/รอยต่อ ไม่ใช่แค่อุดรอยแล้วจบ

ควรเลือกไฟเบอร์แทนเหล็กเสริมไหม?

ไฟเบอร์ช่วยควบคุมการเปิดรอยร้าวและลดเหล็กตะแกรงบางส่วนได้ในบางระบบ แต่ต้องพิจารณาโหลด, joint, การผสม/การเท และความเสี่ยงต่อการกระจายไฟเบอร์ไม่สม่ำเสมอ ทางเลือกที่คุ้มสุดคือ “ออกแบบตามโจทย์จริง” ไม่ยึดว่าวัสดุใดดีที่สุดเสมอ

สรุป: พื้นที่ดีเกิดจาก “ข้อมูลใช้งานจริง + ระบบพื้นครบชุด + QC หน้างาน” ถ้าคุณต้องการให้ทีม Prime Build ช่วยทำให้พื้นโรงงาน/โกดังของคุณ รับน้ำหนักได้จริงและคุมงบได้ สามารถติดต่อเพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นได้ทันที

อ่านต่อ: e-Book ที่เกี่ยวข้อง

ทำให้คุณเห็นภาพครบทั้ง “วางผัง–คุมงบ–คุมเวลา–คุมความเสี่ยง” ก่อนเริ่มก่อสร้าง

การออกแบบ Layout โกดัง/DC

การออกแบบ Layout โกดัง/DC: จัดวางยังไงให้งานไหลลื่น?

วางผังให้ Flow ไหลลื่น ลดคอขวด เพิ่มความปลอดภัย และเผื่อขยายเฟส

DCFlowSolution
งบประมาณก่อสร้าง

งบประมาณก่อสร้าง: ถูกหรือแพง ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง?

แยกปัจจัยงบ โครงสร้าง–พื้น–งานระบบ–สถาปัตย์ พร้อมวิธีคุมงบ

BudgetOwner GuidePEB
กฎหมายและใบอนุญาต

กฎหมายและใบอนุญาตที่ควรรู้ ก่อนตอกเสาเข็ม

เช็กลิสต์เอกสาร–ขั้นตอนขออนุญาต–ผู้เซ็นแบบ ลดเสี่ยงโดนสั่งหยุดงาน

PermitRiskTimeline
กลับไปคลัง e-Book