1) ทำไม “ห้องเย็น” ถึงกินค่าไฟ และทำไมหลายโครงการพลาด
ห้องเย็นเป็นระบบที่ต้อง “สูบความร้อนออก” ตลอดเวลา ค่าไฟจึงผูกกับ ภาระความร้อน (Heat Load) และ ประสิทธิภาพระบบทำความเย็น. หลายโครงการมักพลาดเพราะออกแบบเน้นเครื่องทำความเย็น แต่ละเลย Envelope และการปิดรั่ว ทำให้ความเย็น “ไหลออก” และความชื้น “ไหลเข้า” ผลลัพธ์คือคอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก น้ำแข็งเกาะคอยล์มากขึ้น ต้อง Defrost บ่อยขึ้น และค่าไฟพุ่งโดยไม่รู้ตัว
- มีหยดน้ำ/น้ำค้างที่รอยต่อผนัง-เพดานหรือรอบวงกบประตู
- พื้นลื่นจากการกลั่นตัวของไอน้ำ หรือมีน้ำแข็งเกาะตามมุม
- คอยล์เย็นจับน้ำแข็งเร็ว Defrost ถี่
- อุณหภูมิแกว่งมากเวลาเปิดประตู สินค้าเสื่อมคุณภาพ
- ค่าไฟต่อ Pallet สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับ throughput
- ลด Heat Load ก่อน (Envelope + Door + Dock + Operation)
- ทำให้ห้องนิ่ง (อุณหภูมิ-ความชื้น-การหมุนเวียนอากาศ)
- เลือกสเปกระบบทำความเย็นตามความจริง (โหลดสินค้า/การเปิดประตู/พื้นที่)
- ออกแบบให้บำรุงรักษาง่าย เพื่อให้ประสิทธิภาพไม่ตกในอนาคต
2) ประเภทห้องเย็นและการตั้งเป้าอุณหภูมิ
การเลือกชนิดห้องเย็นต้องเริ่มจาก “สินค้า” และ “กระบวนการ” เพราะจะกระทบทั้งฉนวน ระบบพื้น และสเปกระบบทำความเย็น โดยทั่วไปแบ่งเป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
| ประเภท | ช่วงอุณหภูมิใช้งาน (ตัวอย่าง) | เหมาะกับ | ประเด็นออกแบบสำคัญ |
|---|---|---|---|
| Chiller / Cold Room | ประมาณ 0 ถึง 10°C | ผัก-ผลไม้, นม, เครื่องดื่ม, วัตถุดิบก่อนผลิต | ควบคุมความชื้น, ลดการเปิดประตู, การจัดชั้นวาง-ทางเดิน |
| Freezer | ประมาณ -18 ถึง -25°C | อาหารแช่แข็ง, เนื้อสัตว์, อาหารทะเล | พื้นกันน้ำแข็ง/กันไอน้ำ, ประตู/ม่านลม, Defrost Management |
| Deep Freeze | ประมาณ -30°C หรือต่ำกว่า | สินค้าที่ต้องการรักษาคุณภาพสูง, บางชนิดยา/วัคซีน | ฉนวนหนาขึ้น, ปิดรั่วเข้มงวด, ความปลอดภัยผู้ปฏิบัติงาน |
| Blast Freezing (โซนแช่แข็งเร็ว) | ใช้ลมเย็นความเร็วสูง | แช่แข็งให้เร็วเพื่อคุณภาพ | โหลดสินค้าเป็นหลัก, ผังไลน์การผลิต, พื้นรับโหลด-การทำความสะอาด |
3) เก็บ Requirement ให้ครบก่อนออกแบบ (Owner Input ที่ควรมี)
ข้อมูลไม่ครบทำให้ผู้ออกแบบต้อง “เดา” ซึ่งมักจบด้วยการเผื่อสเปกเกินจำเป็น (งบสูง) หรือสเปกต่ำไป (ระบบทำงานหนัก/ของเสีย) ข้างล่างคือรายการข้อมูลที่ควรเตรียมเพื่อให้ทีมออกแบบและผู้รับเหมาประเมินได้แม่น
- ชนิดสินค้า, รูปแบบบรรจุ (กล่อง/ถุง/พาเลท)
- อุณหภูมิรับเข้า/อุณหภูมิเป้าหมาย
- จำนวน Pallet, รอบหมุนเวียนต่อวัน
- Throughput: รับเข้า/จ่ายออกต่อชั่วโมง
- จำนวนครั้งเปิดประตูต่อชั่วโมง
- ชนิดรถยก (Forklift/Reach truck) และแบตเตอรี่
- รูปแบบการจัดเก็บ (Selective/Drive-in/ASRS)
- เวลาทำงาน (กี่กะ) และช่วง peak
- HACCP/GMP/มาตรฐานลูกค้า
- ข้อกำหนดการล้างทำความสะอาด/Drain
- แผน Fire protection / การอพยพ
- ข้อกำหนดสารทำความเย็น (Safety/Environment)
4) ภาระความร้อน (Heat Load) มาจากไหน — เข้าใจภาพรวมก่อนคุยสเปก
การคำนวณ Heat Load เชิงละเอียดต้องใช้ข้อมูลมาก แต่สำหรับผู้บริหาร/เจ้าของโครงการ การเข้าใจ “แหล่งความร้อน” จะช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วว่าอะไรควรลงทุนเพิ่ม โดย Heat Load หลัก ๆ มาจาก 4 กลุ่มนี้
ขึ้นกับความหนาและคุณภาพฉนวน + การติดตั้ง + Cold Bridge
เป็นตัวการใหญ่ที่สุดในหลายคลังเย็น โดยเฉพาะโซนเปิดบ่อย
สินค้าร้อน/อุ่นเข้าไป ทำให้เครื่องต้องทำงานหนักมาก
ไฟสว่าง เครื่องจักร สายพาน และรถยกปล่อยความร้อน
5) Envelope: ฉนวน/Panel/Vapor Barrier/Cold Bridge (หัวใจของการประหยัดไฟ)
Envelope ที่ดีทำให้ “เครื่องทำความเย็นทำงานน้อยลง” โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดเครื่อง การเลือก Panel และการติดตั้งจึงเป็นตัวตัดสินค่าไฟระยะยาว ประเด็นสำคัญแบ่งเป็น 4 เรื่อง: ฉนวน, รอยต่อ/ซีล, Vapor Barrier, และ Cold Bridge
5.1 เลือกชนิดฉนวนอย่างไร
- PIR/PU: ใช้แพร่หลาย ให้ค่าการนำความร้อนต่ำ ติดตั้งง่าย
- EPS: ต้นทุนต่ำกว่าแต่ต้องดูการใช้งานและมาตรฐานไฟ
- Rockwool: เด่นด้านกันไฟ แต่ค่าการนำความร้อนสูงกว่าบางชนิด และรายละเอียดรอยต่อสำคัญมาก
5.2 ความหนาฉนวน: อย่าดูแค่ตัวเลข
ความหนาเป็นแค่ส่วนหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ “ความหนาเดียวกัน” แต่ค่าไฟต่างกันคือ คุณภาพรอยต่อ และ การเกิด Cold Bridge. หากรอยต่อไม่แน่น ความชื้นแทรกเข้าไปสะสมในฉนวน ประสิทธิภาพจะตกลงเรื่อย ๆ และปัญหาน้ำค้างจะเพิ่มขึ้น
- ชนิดฉนวน + ความหนา + ความหนาเหล็กแผ่น
- ระบบรอยต่อ (Cam-lock/ลิ้น-ร่อง) และซีล
- รายละเอียดมุม/คิ้ว/Trim เพื่อทำความสะอาดง่าย
- มาตรฐานไฟ/การทดสอบ (ตามที่โครงการกำหนด)
- โครงเหล็ก/สกรูที่ทะลุฉนวนโดยไม่มี Thermal break
- จุดยึดรางไฟ/รางท่อที่ติดทะลุผนัง
- วงกบประตูและพื้น-ผนัง
- รอยต่อหลังคา-ผนัง และจุดต่อกับอาคารหลัก PEB
6) พื้นห้องเย็น: กันไอน้ำ-กันน้ำแข็ง-รองรับโหลด (ห้ามมองข้าม)
พื้นห้องเย็นเป็นจุดที่เกิดปัญหาซ้ำบ่อย เช่น น้ำแข็งใต้พื้น (Freezer), พื้นยกตัว, รอยร้าว, และ พื้นลื่น โดยเฉพาะคลังที่มีรถยกวิ่งและรับโหลด Rack สูง หากพื้นไม่ถูกออกแบบเป็นระบบ จะเสียค่าแก้ไขหนักและกระทบการดำเนินงาน
6.1 ระบบชั้นพื้น (Concept)
- Slab on Grade (คอนกรีตพื้น) ออกแบบตามโหลดรถยก/ชั้นวาง
- Vapor Barrier ลดไอน้ำซึมขึ้นจากดิน
- Insulation ลดการถ่ายเทความเย็นลงดิน (สำคัญมากใน Freezer)
- Heating/Anti-frost (บางกรณี) ป้องกันน้ำแข็งสะสมใต้พื้นใน Freezer
7) ประตู/ด็อก/ม่านลม: จุดรั่วที่ต้องคุม เพราะเป็นตัวการค่าไฟ
ในคลังเย็นที่เปิด-ปิดประตูถี่ Infiltration มักเป็น Heat Load อันดับ 1. ดังนั้นงานออกแบบต้องมองเป็น “ระบบ” ตั้งแต่ Dock, Ante room, ประตูเร็ว, ม่านพลาสติก, ม่านลม และการจัดเส้นทางรถยก
- Ante room/Airlock: โซนกันชนอุณหภูมิ
- Fast roll-up door: ลดเวลาประตูเปิด
- Strip curtain: ลดลมปะทะตรง ๆ
- Dock seal/shelter: ซีลรถเทียบด็อก ลดลม/ฝุ่น
- ความหนา/ค่าฉนวน, ระบบฮีตเตอร์วงกบ (ถ้าจำเป็น)
- ชนิดบาน: Sliding/Swing/Rolling ตาม Flow
- อุปกรณ์ Safety: เซนเซอร์กันชน, Emergency release
- มาตรฐาน Food grade/ทำความสะอาดง่าย
8) ระบบทำความเย็นและการเลือกสเปก (ภาพรวมที่เจ้าของโครงการต้องรู้)
การเลือกระบบทำความเย็นมีทั้งมิติด้าน “เทคนิค” และ “การบริหารความเสี่ยง”. คุณควรรู้ 4 เรื่องนี้ก่อนคุยผู้รับเหมาระบบ: ความจุ (Capacity), การควบคุม (Control), ความซ้ำซ้อน (Redundancy), และ การบำรุงรักษา (Maintainability)
8.1 แนวคิดการเลือก Capacity
- ถ้าภาระ Infiltration สูง (เปิดประตูถี่) การเพิ่มเครื่องไม่แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ต้องแก้ที่ประตู/ด็อกก่อน
- ถ้ามีการรับสินค้าร้อนเข้า Freezer ควรมี Pre-cool หรือแยกไลน์ ไม่งั้นเครื่องต้อง Oversize
- พื้นที่ Rack สูง ต้องดูการหมุนเวียนอากาศให้ทั่วถึง ไม่เช่นนั้นจะเกิด Hot spot และสินค้าบางจุดอุณหภูมิไม่ถึง
8.2 การควบคุมและ Monitoring
- ติดเซนเซอร์อุณหภูมิหลายจุด (ไม่ใช่จุดเดียว) เพื่อดูความเสถียรจริง
- มี Alarm + Trend ช่วยหาความผิดปกติ (ประตูค้าง/คอยล์อุดตัน/Defrost ผิดเวลา)
- พิจารณา BMS/SCADA สำหรับคลังใหญ่หรือมีข้อกำหนด QA
9) เทคนิคประหยัดพลังงานที่ได้ผลจริง (โฟกัส ROI)
เทคนิคประหยัดพลังงานที่ดีต้องไม่ทำให้ “ความเสถียร” ของอุณหภูมิและความปลอดภัยลดลง. ข้างล่างเป็นแนวทางที่มักเห็นผลชัดในคลังเย็นทั่วไป
- Airlock + Fast door
- Dock seal/shelter
- จัดเส้นทางรถยก ลดการตัดผ่าน
- VFD สำหรับพัดลม/ปั๊ม
- ปรับ setpoint ตามช่วงโหลด
- ดูแลคอยล์ให้สะอาด ลดแรงดันตก
- ทำ Pre-cool สินค้าก่อนเข้า Freezer
- จัดรอบรับเข้า-จ่ายออกเป็นช่วง ลด peak
- ฝึก SOP ประตูไม่ค้าง ลดความชื้นเข้า
10) QC + Commissioning + Hand-over (ทำอย่างไรให้เปิดใช้งานได้ตรงเวลา)
ห้องเย็นที่ดีต้อง “ทดสอบได้” และ “ส่งมอบได้” พร้อมเอกสาร เพราะช่วงเปิดใช้งานคือช่วงที่ปัญหาโผล่. การทำ QC ที่ถูกต้องช่วยลดการแก้ไขหลังเปิดและลดเวลาหยุดระบบ
- ตรวจความเรียบร้อยรอยต่อ + ซีล + corner/trim
- ตรวจ Penetration ทุกจุด (ท่อ/สาย/ราง)
- ตรวจจุด Cold bridge ที่มีโอกาสเกิดน้ำค้าง
- ทดสอบการรั่วด้วยแนวทางเหมาะสม (ตาม scope)
- ทดสอบการไต่ระดับอุณหภูมิ (Pull-down) และความเสถียร
- ทดสอบ Defrost และการระบายน้ำ
- ทดสอบ Alarm/Monitoring และระบบสำรอง (ถ้ามี)
- ส่งมอบคู่มือ O&M + Training ทีมงาน
11) Checklist ขอราคา/ปิด scope งานเพิ่ม (ส่งให้ผู้รับเหมาแล้วคุมงบได้)
ใช้ Checklist นี้เพื่อคุยกับผู้รับเหมาหรือทีมออกแบบให้ได้ราคาที่ “เทียบกันได้” และลดการถูกเสนอราคาต่ำแล้วมาเพิ่มงานภายหลัง
- พื้นที่ใช้งาน (กว้าง×ยาว×สูง), จำนวนห้อง/โซน
- อุณหภูมิเป้าหมายแต่ละโซน + ความชื้นที่ต้องการ
- Throughput (Pallet/day) + รอบเปิดประตู
- ชนิด Rack/รถยก/โหลดพื้น
- Panel/ฉนวน/รอยต่อ/คิ้ว/กันชน
- ประตู (ชนิด/ขนาด/fast door/air curtain/ม่าน)
- ด็อก (leveler, seal, shelter) + staging
- พื้น (vapor barrier/insulation/finish/drain)
- ระบบไฟ/สำรอง/Monitoring/BMS