e-Book #8 • Heavy Equipment Facility • PEB Design & Build

Heavy Duty Hub: คู่มือสร้างศูนย์ซ่อมและโกดัง เพื่อธุรกิจเครื่องจักรหนักโดยเฉพาะ

โฟกัส “งานซ่อม + อะไหล่ + ลานเครื่องจักร” ให้ไหลลื่น ปลอดภัย และรองรับโหลดหนักจริง พร้อมเผื่อขยายเฟสในอนาคต

✅ Workflow ไหลลื่น ✅ พื้นรับโหลดหนัก ✅ รองรับเครน/รอก ✅ ผ่านกฎหมาย/สิ่งแวดล้อม ✅ คุมงบ-คุมเวลา
เหมาะสำหรับ
ธุรกิจเครื่องจักรหนัก, ผู้รับเหมางานดิน/เหมือง, ดีลเลอร์/ศูนย์บริการ, ผู้ให้เช่าเครื่องจักร, งานซ่อมภาคสนาม
ผลลัพธ์ที่ได้
ลดคอขวดซ่อม, ลดความเสียหายพื้น/ผิวหน้า, ลด downtime, เพิ่มมาตรฐานความปลอดภัย, เปิดใช้งานได้ตรงเวลา
แนวทาง Prime Build: เก็บ Requirement จาก “เครื่องจริง” → วางผังไซต์และ Flow → ออกแบบ PEB/พื้น/MEP → ทำ BOQ + Value Engineering → ก่อสร้างและ QC จนส่งมอบ
ดูคลัง e-Book ทั้งหมด ขอประเมินเบื้องต้นฟรี ดูผลงานโครงการ

1) Heavy Duty Hub คืออะไร และทำไมต้องออกแบบเฉพาะทาง

“Heavy Duty Hub” ไม่ใช่แค่โกดังใหญ่ ๆ แต่คือ ศูนย์ซ่อม + โกดังอะไหล่ + ลานเครื่องจักร ที่ออกแบบให้รองรับ โหลดหนัก, งานสกปรก/น้ำมัน, งานยก และ การหมุนเวียนรถบรรทุก/Low-bed ได้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ธุรกิจเปิดใช้งานได้เร็ว และไม่เสียเงินซ้ำกับการแก้ไขภายหลัง

ปัญหาที่เจอบ่อย: พื้นแตกร่อน-เป็นฝุ่น / ทางวิ่งแคบรถใหญ่กลับลำบาก / โซนล้าง-งานน้ำมันไหลปนท่อระบาย / ช่องซ่อมไม่พอทำให้คิวงานยาว / คลังอะไหล่หยิบช้า / ปลอดภัยไม่ผ่าน
หัวใจของ Heavy Duty Hub
  • Flow งาน: รับเครื่อง → ตรวจสภาพ → ซ่อม → ทดสอบ → ส่งมอบ
  • Flow อะไหล่: Inbound → เก็บ → จัดชุด/หยิบ → จ่ายงาน → Dispatch
  • Flow รถ: รถเทรลเลอร์/Low-bed/รถยก ต้องเข้า-ออกได้จริง
ทำไม PEB เหมาะ
  • ช่วงเสากว้าง จัดช่องซ่อมเป็นแถว
  • ปรับ Bay/ความสูง/ประตูได้ตามเครื่องจริง
  • รองรับเครน/รอกได้ (เมื่อออกแบบตั้งแต่ต้น)
  • ขยายเฟสง่าย ลด downtime ตอนโตธุรกิจ
ภาพประกอบ: ศูนย์ซ่อมอุตสาหกรรม
บรรยากาศศูนย์ซ่อม/เวิร์กช็อปอุตสาหกรรม

2) Program พื้นที่: ซ่อม-อะไหล่-ลาน-สำนักงาน-สวัสดิการ

เริ่มต้นด้วย “รายการพื้นที่” (Space Program) ให้ครบ แล้วค่อยวางผัง จะช่วยกันปัญหาหน้างานและคุมงบได้ดีมาก แนะนำคิดเป็น 5 กลุ่มหลัก:

2.1 Workshop (ซ่อม)
ช่องซ่อม/Service Bay, งานเครื่องยนต์, ไฮดรอลิก, ช่างเชื่อม-เจียร, งานไฟฟ้า, ห้องเครื่องมือ, ลิฟต์/รอก/เครน
2.2 Parts Warehouse (อะไหล่)
พื้นที่รับของ, จัดเก็บ, ชั้นวาง/พาเลท, Zone ชิ้นส่วนหนัก, Counter จ่ายอะไหล่, ระบบ Barcode/WMS (ถ้ามี)
2.3 Yard (ลาน)
ลานจอดเครื่องจักร, ลานรอซ่อม, ลานทดสอบ, ทางวิ่งรถเทรลเลอร์, จุดล้าง/ล้างโคลน, จุดเติมน้ำ/ลม
2.4 Admin / Customer
Office, ห้องประชุม, Reception, พื้นที่ลูกค้า/รับงาน, ห้องเอกสาร, ห้องควบคุมงาน/Planner
2.5 Welfare / Safety
ห้องน้ำ-อาบน้ำ, Locker, ห้องพักพนักงาน, ห้องปฐมพยาบาล, ห้อง PPE, จุดเก็บสารเคมี/น้ำมัน, ห้องชาร์จแบตเตอรี่
แนวคิดเผื่อโต: ถ้าแผนธุรกิจมี “ให้เช่าเครื่องจักร/ซ่อมภาคสนาม” ให้เพิ่มโซน คลังอะไหล่เร็ว + จุดเตรียมชุดซ่อม + พื้นที่โหลดขึ้นรถ
ภาพประกอบ: โกดังอะไหล่
โกดังอะไหล่ที่ออกแบบดีจะลดเวลาหยิบ/จัดชุด และลดการสูญหาย

3) Site Planning: ทางเข้า/ทางวิ่ง/วงเลี้ยว/ลานจอด/ลานทดสอบ

ศูนย์เครื่องจักรหนักมักเสียต้นทุนจาก “การเคลื่อนที่” มากกว่าที่คิด หากทางวิ่งไม่พอ รถต้องถอยหลายจังหวะ หรือเข้าออกชนกัน จะทำให้เวลาเสียและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

3.1 แยก Flow รถให้ชัด
  • รถลูกค้า/รถพนักงาน (เบา) แยกจากรถเทรลเลอร์/Low-bed
  • จุดรับเครื่อง (Check-in) ใกล้ Workshop แต่ไม่ชนทางหลัก
  • กำหนดทิศทาง one-way ลดการตัดกัน
3.2 ลานและผิวทาง
  • ลานจอดเครื่องจักรควรมีพื้นที่กลับลำ + ทางหนีไฟ
  • พื้นลานต้องคุมการทรุด/น้ำขัง (สำคัญกับตีนตะขาบ)
  • เผื่อจุดล้างโคลน + ดักตะกอน/น้ำมัน
Workshop (Service Bays) ประตูสูง • เครน/รอก • ช่องซ่อมเป็นแถว Parts Warehouse Inbound/Storage/Pick Equipment Yard ลานจอด • ลานรอซ่อม • ลานทดสอบ Office & Customer รับงาน • ประชุม • สนับสนุนทีมซ่อม Gate / Check-in แยกทางรถใหญ่ Truck Route
ตัวอย่าง Concept ผังไซต์: แยกโซนงานหนัก/ทางรถใหญ่/คลังอะไหล่/สำนักงาน เพื่อให้ Flow ไหลลื่นและปลอดภัย
Quick Win: ก่อนล็อกแบบ ให้ทำ “Simulation” ง่าย ๆ ด้วยขนาดรถจริง (Low-bed/Trailer) ว่ากลับลำได้หรือไม่ และกำหนดจุดจอด/รอซ่อมให้ไม่ปิดทางหลัก

4) ออกแบบอาคาร PEB สำหรับศูนย์ซ่อม (Bay, Crane, Clear Height)

โครงสร้าง PEB ที่ดีสำหรับงานซ่อมเครื่องจักรหนัก ต้องถูกออกแบบจาก กระบวนการซ่อมจริง ไม่ใช่เริ่มจาก “ขนาดอาคารสวย ๆ” ประเด็นที่ต้องกำหนดตั้งแต่ต้น:

4.1 Grid & Bay
จำนวนช่องซ่อม, ระยะเสา, ความกว้างช่องประตู, จุดยกเครื่อง, ทางเดินช่าง/รถยก
4.2 Clear Height
ความสูงใต้ท้องโครงให้พอสำหรับ Boom/Arm, งานยก, และเผื่อระบบท่อ-รางไฟ-ท่อลม
4.3 Crane / Hoist
หากมี Overhead Crane ต้องออกแบบ Runway Beam, Column Bracket, Deflection และฐานรากรองรับตั้งแต่แรก
โครงสร้าง PEB + Overhead Crane (Concept) Runway Beam Hoist Heavy-duty Slab ต้องประสาน “เครน-โครงสร้าง-ฐานราก” ตั้งแต่ต้น เพื่อลดการแก้ไขหน้างาน
งานศูนย์ซ่อมมักต้องใช้รอก/เครนยกชิ้นส่วนหนัก การเตรียมโครงสร้างรองรับตั้งแต่แรกจะคุมต้นทุนและลดความเสี่ยงได้มาก
Prime Build แตกต่างอย่างไร? เราเก็บข้อมูล “เครื่องจักรจริง” (น้ำหนัก/มิติ/การยก/การซ่อม) แล้วจึงออกแบบโครงสร้าง-พื้น-ระบบให้สอดคล้องกัน ไม่ใช่ออกแบบแยกส่วน

5) พื้นและฐานราก: รับโหลดหนักจริง ลดร้าว ลดฝุ่น ลดหยุดงาน

พื้นของศูนย์เครื่องจักรหนักเจอทั้ง แรงกดสูง (ตีนตะขาบ/ล้อ), แรงจุด (ขาตั้ง/แจ็ค), แรงกระแทก และ สารเคมี/น้ำมัน หลักการคือ “แยกโซนตามโหลด” แล้วกำหนดสเปกให้เหมาะ ไม่ใช่เทหนาเท่ากันทั้งไซต์

5.1 แยกโซนพื้นตามงาน
  • Workshop Bay: โหลดจุด/งานยก/เครื่องมือหนัก
  • Wash Bay: น้ำ + โคลน + น้ำมัน ต้องมี slope และดักแยก
  • Yard: การทรุด/น้ำขัง/ผิวทางสำหรับตีนตะขาบ
  • Parts Warehouse: ชั้นวางพาเลท/รถยก → ต้องคุมความเรียบ
5.2 จุดเสี่ยงที่ต้องคุม
  • ชั้นรองพื้น (Subbase) ไม่แน่น → ทรุด/แตก
  • รอยต่อ (Joint) ไม่ถูกต้อง → แตกบิ่น/ฝุ่น
  • การบ่มไม่ดี → ผิวลอก/แตกร้าว
  • ไม่มีระบบกันน้ำมัน/สารเคมี → สึกเร็ว
ถ้าคุณต้องการเจาะลึก “พื้นรับโหลดจริง” แนะนำอ่าน e-Book เล่ม 7: พื้นแกร่ง พื้นทน: เลือกพื้นโรงงาน/โกดัง ให้รับน้ำหนักได้จริง
พื้นเป็น “ต้นทุนซ่อน” หากแตกร่อนเป็นฝุ่นจะกระทบงานซ่อมและความปลอดภัยโดยตรง

6) ระบบงาน (MEP): ไฟ, ลม, น้ำ, ระบายน้ำมัน, Compressed Air

ศูนย์ซ่อมเครื่องจักรหนักเป็น “โรงงานขนาดย่อม” ระบบต้องออกแบบให้รองรับงานจริง เช่น งานเชื่อม/เจียร, อุปกรณ์ยก, ปั๊มลม, เครื่องมือไฟฟ้า, ระบบล้าง และการจัดการน้ำมัน/ของเสีย

ไฟฟ้า (Power)
สำรองกำลังไฟสำหรับเครื่องมือหนัก + เผื่ออนาคต (EV service/charger) • จัดแยกตู้ MDB/DB ตามโซน
ลมอัด (Air)
วางจุดจ่ายลมตาม Bay • เผื่อปริมาณลมสำหรับ impact wrench/air tools • ลดท่อพาดพื้นเพื่อลดอุบัติเหตุ
ระบายอากาศ
งานเชื่อม-ควัน, ไอระเหย, ฝุ่นเจียร ต้องมี Exhaust/Make-up air และจัดทิศทางลมให้ไม่ย้อนเข้าพื้นที่คน
น้ำ/Drainage/Separator
  • Wash Bay ควรมี slope + trench drain
  • ติดตั้ง Oil-water separator ลดน้ำมันลงท่อ
  • แยกน้ำฝนกับน้ำเสีย ลดภาระบำบัด
แสงสว่าง (Lighting)
  • งานละเอียดต้องใช้ Lux สูงกว่าโกดังทั่วไป
  • ลดเงามืดใน Bay (จัด layout โคม)
  • ไฟภายนอกลานช่วยลดอุบัติเหตุตอนกลางคืน
ระบบไฟ-ลม-ระบายอากาศที่ดีช่วยให้ทีมช่างทำงานเร็วขึ้นและปลอดภัยขึ้น

7) ความปลอดภัย-กฎหมาย-สิ่งแวดล้อม: ทำให้ผ่านตั้งแต่แรก

ศูนย์ซ่อมเครื่องจักรหนักเกี่ยวข้องกับ น้ำมัน, สารเคมี, งานเชื่อม (Hot Work), แบตเตอรี่, ของเสียอันตราย จึงควรวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่ม เพื่อเลี่ยง “โดนสั่งแก้” หรือ “หยุดใช้งาน” ซึ่งมีต้นทุนสูงมาก

Fire & Life Safety
ทางหนีไฟ, อุปกรณ์ดับเพลิง, ระยะห่างเก็บน้ำมัน/สารไวไฟ, ป้ายเตือน, จุดรวมพล
Hazardous Storage
แยกคลังสารเคมี/น้ำมันหล่อลื่น • ถาดรองรับการรั่วไหล • ระบายอากาศ • ควบคุมการเข้าถึง
Environmental
ดักตะกอน/น้ำมันจาก Wash Bay • แยกน้ำฝน • จัดการของเสีย/น้ำมันใช้แล้ว • ลดฝุ่นจากลาน
ถ้าต้องการภาพรวม “ใบอนุญาต/ข้อกฎหมายก่อนเริ่มงาน” แนะนำอ่าน e-Book: กฎหมายและใบอนุญาตที่ควรรู้ก่อนตอกเสาเข็ม
ภาพประกอบ: ความปลอดภัยในโรงงาน
ออกแบบให้ผ่านด้านความปลอดภัย/สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงการแก้ไขภายหลัง

8) ระบบคลังอะไหล่: Inbound → Storage → Pick → Dispatch

โกดังอะไหล่ที่ดีต้อง “หยิบไว-ไม่หาย-ตรวจนับง่าย” โดยเฉพาะอะไหล่หนัก/ราคาสูง เช่น ชุดไฮดรอลิก, ปั๊ม, มอเตอร์, ชิ้นส่วนช่วงล่าง แนวทางที่ใช้ได้จริง:

8.1 แยกประเภทพื้นที่เก็บ
  • Fast Moving: ใกล้ Counter/จ่ายงาน
  • Heavy Parts: ใกล้ประตู/มีอุปกรณ์ยก
  • Small Parts: Bin/ตู้/ชั้นย่อย
  • Hazard: สารเคมี/แบตเตอรี่ แยกและควบคุม
8.2 Flow ที่ควรมี
  • Receiving + QC (ตรวจรับ/ติดป้าย)
  • Put-away (เก็บเข้าที่) ลดทางตัดกัน
  • Picking/Kit (จัดชุดซ่อม) ใกล้ Workshop
  • Dispatch (ส่งออก) แยกจาก Receiving ถ้าปริมาณมาก
SEO/Marketing Tip: หากคุณเป็น “ดีลเลอร์/ศูนย์บริการ” การมีคลังอะไหล่ที่จัดระบบดีจะเพิ่มความน่าเชื่อถือทันที เพราะลูกค้าตัดสินใจจาก “Lead time ซ่อม” เป็นหลัก
ภาพประกอบ: รถยกในคลังสินค้า
จัดคลังอะไหล่ให้ Flow ชัด จะลดเวลาหยิบ/ตรวจนับ และลดความเสียหายของสินค้า

9) เผื่อขยายเฟส + Value Engineering แบบมืออาชีพ

Heavy Duty Hub มักโตจาก “ศูนย์ซ่อมเล็ก” ไปเป็น “ศูนย์กลางบริการ” หรือเพิ่มบริการให้เช่า/ซ่อมภาคสนาม ดังนั้นแบบควรเตรียมเผื่อขยายไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้เฟส 2–3 ทำได้เร็วและคุมต้นทุนได้

9.1 เผื่อขยายที่มักคุ้ม
  • ขยายจำนวน Service Bay (ต่อเติมด้านข้าง/ด้านท้าย)
  • เพิ่มคลังอะไหล่/พื้นที่จัดชุด (Kit Area)
  • เพิ่มลานจอด/ลานทดสอบ พร้อมระบบระบายน้ำ
  • เผื่อพื้นที่ติดตั้งเครน/รางเครนในอนาคต
9.2 Value Engineering (VE)
  • เลือกสเปก “ให้พอดีงาน” ด้วยข้อมูลโหลดจริง
  • แยกโซนพื้นหนัก/พื้นมาตรฐาน ลดงบรวม
  • ออกแบบระบบให้ดูแลง่าย ลด OPEX ระยะยาว
  • วาง Phase plan ลดกระทบ Operation
ถ้าคุณต้อง “คุมเวลา” เป็น KPI สำคัญ แนะนำอ่าน: ไทม์ไลน์ก่อสร้างโกดัง/โรงงาน: วางแผนให้เสร็จตรงเวลา

10) Quick Estimator: คำนวณพื้นที่ซ่อม/อะไหล่/ลานแบบเร็ว

เครื่องมือด้านล่างช่วย “ประเมินพื้นที่ขั้นต่ำ” เพื่อคุยทีมออกแบบ/ผู้รับเหมาได้ชัดขึ้น (เป็นแนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่แบบโครงสร้าง)

10.1 พื้นที่ Workshop (Service Bays)

ประมาณการ
พื้นที่ Workshop ≈
สูตร: bays × (W×L) × (1 + extra%)

10.2 พื้นที่ Parts Warehouse (จากจำนวนพาเลท)

ประมาณการ
พื้นที่ Parts Warehouse ≈
สูตร: pallets × ppArea ÷ util

10.3 พื้นที่ Yard (ลานจอด/ลานรอ)

ประมาณการ
พื้นที่ Yard ≈
สูตร: units × uArea × (1 + aisle%)
ถ้าคุณต้องการ “คำนวณงบประมาณภาพรวม” ต่อพื้นที่/ต่อประเภทอาคาร แนะนำใช้หน้า Estimator หรือทักทีม Prime Build เพื่อประเมินเบื้องต้นให้ตรงสเปกงานจริง

11) Checklist + ขอบเขตงาน (RFP) ที่ควรระบุใน RFQ

เพื่อให้ได้ราคาและแบบที่เทียบกันได้ แนะนำระบุข้อมูลให้ครบในเอกสารขอราคา/ขอข้อเสนอ:

ข้อมูลเครื่องจักรและการใช้งาน
  • ชนิดเครื่อง, น้ำหนัก, มิติ, จุดรับแรง (ล้อ/ตีนตะขาบ)
  • จำนวนคันเข้าออก/วัน และเวลารอซ่อม
  • มีเครน/รอก/ลิฟต์ซ่อมหรือไม่ (SWL)
  • งานล้าง/งานน้ำมัน/งานเชื่อม/งานสี มีหรือไม่
ข้อมูลพื้นที่และข้อจำกัดไซต์
  • ขนาดที่ดิน/แนวเขต/ทางเข้า/ระดับดิน
  • ข้อกำหนดเทศบาล/ผังเมือง/ระยะร่น
  • สภาพดินเบื้องต้น (ถ้ามี) / จุดน้ำท่วม
  • ระบบไฟฟ้า/น้ำ/ท่อสาธารณะใกล้เคียง
สเปกพื้น/ลานที่ต้องการ
  • โซนพื้นหนัก/พื้นมาตรฐาน (แยกโซน)
  • ผิวหน้า: กันฝุ่น/กันสึก/กันสารเคมี
  • ความเรียบในคลังอะไหล่ (สำหรับรถยก/ชั้นวาง)
  • ระบบรอยต่อ (Joint) และการบ่ม (Curing)
ระบบและความปลอดภัย
  • Power load, ปั๊มลม, Exhaust, ระบบระบายควัน
  • Oil-water separator, ระบบบำบัด/ท่อระบาย
  • Fire safety, Storage สารเคมี, ป้าย/ทางหนีไฟ
  • เอกสาร QC/Inspection/Test ที่ต้องส่งมอบ
ต้องการให้ทีม Prime Build ช่วยทำ RFP/BOQ? เพื่อให้คุณได้ราคาเทียบกันได้จริง และลดความเสี่ยงงบบานปลาย ติดต่อเราได้ที่นี่

12) FAQ คำถามยอดฮิตก่อนสร้างศูนย์ซ่อมเครื่องจักรหนัก

ศูนย์ซ่อมเครื่องจักรหนักควรมีความสูงอาคารเท่าไร?

โดยทั่วไปต้องดูชนิดเครื่องจักรและรูปแบบงานซ่อม หากมี Overhead Crane/รอกยก, งานยกชิ้นส่วนสูง หรือรถบรรทุก Low-bed เข้าออกบ่อย มักออกแบบให้มีความสูงใต้ท้องโครง (Clear Height) มากพอ และเผื่อช่องเปิดประตูสูง-กว้างตามรถ/เครื่องจริง การกำหนดต้องอิงข้อมูลหน้างานและแบบอุปกรณ์

พื้นแบบไหนเหมาะกับรถตีนตะขาบและงานยกหนัก?

ต้องประเมินแรงกดที่พื้น (contact pressure) + แรงจุด (point load) จากขาตั้ง/แจ็ค/ขาเครน และเลือกระบบพื้น Slab on Grade พร้อมชั้นรองพื้น และรายละเอียด Joint/การบ่มที่เหมาะสม บางพื้นที่ควรเพิ่มความหนา/เหล็กเสริม/ไฟเบอร์ และทำ Hardener/Coating ตามสภาพใช้งาน

ควรแยกโซนงานสกปรก/งานอันตรายอย่างไร?

แนะนำแยก Wash Bay, งานล้างคราบน้ำมัน, งานเชื่อม-เจียร (Hot Work), ห้องสี/พ่นสี, ห้องแบตเตอรี่/ชาร์จ และคลังสารเคมีออกจากโซนอะไหล่และสำนักงาน พร้อมระบบระบายอากาศ-ดักจับไอระเหย/ฝุ่น และแนวกันไฟตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

สร้างแบบ PEB ได้เปรียบอะไรสำหรับศูนย์ซ่อม?

PEB ให้ช่วงเสากว้าง วางช่องซ่อมเป็นแถวได้ดี ปรับระยะ Bay/ความสูง/รองรับเครนได้ และขยายเฟสในอนาคตง่ายกว่า เมื่อออกแบบโดยวิศวกรและบริหารงานแบบ Design & Build จะคุมเวลาและงบได้แม่นยำขึ้น

Prime Build ช่วยอะไรได้บ้างตั้งแต่เริ่มจนจบ?

ช่วยตั้งแต่เก็บ Requirement, วางผังไซต์-Workflow, ออกแบบโครงสร้าง PEB/พื้น/MEP, ทำ BOQ/Value Engineering, ขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง, ก่อสร้างและ QC จนส่งมอบ พร้อมเอกสารและคำแนะนำการใช้งาน

13) ปรึกษาทีม Prime Build (ประเมินเบื้องต้นฟรี)

หากคุณต้องการสร้างศูนย์ซ่อม/โกดังเครื่องจักรหนักที่ “เปิดใช้งานได้จริง” และคุมงบ-คุมเวลาได้ Prime Build พร้อมช่วยตั้งแต่ วางผัง Flow ไปจนถึง ออกแบบ PEB/พื้น/MEP และก่อสร้างพร้อม QC

ข้อมูลที่เตรียมมาคุย (แนะนำ)
  • ชนิด/ขนาด/น้ำหนักเครื่องจักรหลัก + จำนวนคัน
  • จำนวนช่องซ่อมที่ต้องการและรูปแบบงาน
  • ความต้องการคลังอะไหล่ (พาเลท/ชิ้นส่วนหนัก)
  • พื้นที่ที่ดินและทำเล (แผนที่/พิกัด)
ช่องทางติดต่อ
โทร: 083-777-7433
อีเมล: primebuildplus@gmail.com
LINE OA: @545btxte
หรือกดปุ่มด้านล่างเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์หลัก